|
|
ทหารพม่าเหนือเมฆ จีนอุ้ม"ตานฉ่วย"แกร่ง |
|
ข่าวสดรายวัน วันที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2553
พญามังกรแถลงเตรียมปูพรมแดงต้อนรับพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหารพม่า แม้ชาติอื่นๆ พากันเบือนหน้า
กำหนดเยือนจีนวันที่ 7-11 ก.ย. ตาน ฉ่วย ยังได้รับเกียรติสูงสุด ในการเข้าพบเจรจากับประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ผู้นำสูงสุดของจีน
นาง เจียง หยู โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า วาระสำคัญนี้จะเป็นโอกาสที่สองฝ่ายจะทบทวนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของสองประเทศในด้านการพัฒนา
ผู้นำทั้งสองจะร่วมเดินทางไปชมงานเอ็กซ์โป 2010 ที่นครเซี่ยงไฮ้ และจะเยี่ยมศูนย์ส่งออกสินค้าที่เสิ่นเจิ้นอีกด้วย
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกับเรือรบ 2 ลำของจีนเข้าจอดเทียบท่าติวาลา ที่นครย่างกุ้ง เมื่อ 30 ส.ค. เพื่อดำเนินภารกิจสานความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ
หลังจากบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของจีนสร้างท่อจ่ายน้ำมันขึ้นทั่วพม่า แลกกับความสงบบริเวณชายแดนจีน-พม่า และสัมปทานป่าไม้สักกับแร่อัญมณี
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทหารพม่าอยู่มาได้อย่างสบายๆ แม้ถูกชาติตะวันตกโจมตีและลงโทษด้านเศรษฐกิจอย่างหนักมาหลายสิบปี
การเยือนจีนครั้งนี้ของพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย วัย 77 ปี นอกจากจะแสดงถึงบารมีของผู้นำทหารพม่าที่ไม่ต้องสนใจชาติตะวันตกแล้ว ยังช่วยสยบข่าวลือที่โหมสะพัดในสัปดาห์นี้ว่า ตาน ฉ่วย ผู้กุมอำนาจมาตั้งแต่ปี 2535 จะเกษียณอายุราชการทหาร
แม้สื่อของทางการพม่า "นิวไลต์ ออฟ เมียนมาร์" รีบออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวแล้ว ด้วยการตีพิมพ์สารที่รัฐบาลพม่าส่งไปแสดงความยินดีกับสมเด็จพระราชาธิบดี มาเลเซีย ระบุว่า ตาน ฉ่วย ยังคงเป็นผู้นำกองทัพ และผู้นำสภาสันติภาพและการพัฒนา หรือเอสพีดีซี ซึ่งหมายถึงหัวหน้าคณะรัฐบาล
การพบผู้นำจีนจะช่วยตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้น
สำหรับข่าวลือดังกล่าวร่ำลือมาจากการที่กองทัพพม่ามีการสับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งนายทหารครั้งใหญ่
แหล่งข่าวในกองทัพเผยว่า การโยกย้ายครั้งนี้สลับสับเปลี่ยนนายทหารกว่า 70 ตำแหน่ง เพื่อรองรับการเลือกตั้งครั้งแรกของพม่าในรอบ 20 ปี ในวันที่ 7 พ.ย.
วิน มิน นักวิเคราะห์สถานการณ์พม่าที่อยู่ในสหรัฐ กล่าวว่า การโยกย้ายครั้งใหญ่ที่สุดนี้ ตาน ฉ่วยคงจะเลือกแกนนำทหารรุ่นต่อไปในกลุ่มที่จงรักภักดีต่อตนเองอย่างที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่ารองรับชัยชนะทั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาฯ และรักษาอำนาจในกองทัพ
หลังจากตาน ฉ่วย เคยเขี่ย ขิ่น ยุ้นต์ นายกรัฐมนตรีของตนเองไปพ้นทางในปี 2547 ความเคลื่อนไหวในกองทัพรัฐบาล และการเลือกตั้งของพม่านั้นเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น
เมื่อเดือนเม.ย. เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีที่ตาน ฉ่วย "ปั้น" ขึ้นมาใหม่ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ในกองทัพ เพื่อไปลงรับสมัครเลือกตั้งในนามผู้นำพรรคยูเอสดีพี
พรรคสหภาพเพื่อสมานฉันท์และการพัฒนา หรือ ยูเอสดีพี มีทหารหนุนหลังอย่างชัดเจน ไม่ต้องดิ้นรนอะไรกับการเลือกตั้งหนนี้ เพราะคู่แข่งนั้นถอยฉากไปก่อนด้วยความ "ทนไม่ได้" กับกติกาที่รัฐบาลทหารพม่าเขียนเอง-ใช้เอง
พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ของนางออง ซาน ซู จี ถูกยุบไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของทหารพม่า ไม่นับการที่นางซู จี ยังถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านพัก
ถึงแม้รัฐบาลพม่าจะคุยฟุ้งว่า อนุญาตให้พรรคการเมือง 42 พรรค ลงสู่สนามเลือกตั้ง แต่ผู้สมัครของพรรคยูเอสดีพีที่ทหารพม่าหนุนหลังได้เปรียบในทุกด้าน ทั้งอำนาจ เงิน และการใช้สื่อของรัฐ
ยูเอสดีพีส่งผู้สมัครลงเต็ม 1,162 คน แบ่งเป็น 498 ที่นั่งในสภาสหภาพ และอีก 664 ที่นั่งใน 14 แคว้นทั่วพม่า ส่วนพรรคเอกภาพ ซึ่งหนุนรัฐบาลอีกพรรค ส่งตัวแทนได้ 990 คน
ผิดกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย 2 พรรคที่แยกมาจากเอ็นแอลดี ก็ยังส่งผู้สมัครได้ไม่ครบ ในวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัครเมื่อ 30 ส.ค.
เพราะค่าลงทะเบียนลงสมัครรับเลือกตั้งสูงถึง 16,000 บาทต่อราย เป็นจำนวนที่สูงกว่าเงินเดือนส่วนใหญ่ของประชาชนหลายเดือนรวมกัน
สุดท้ายแล้ว 2 พรรครวมกันส่งผู้สมัครไปได้เพียง 200 คน
นาย ตาน เนียน หัวหน้าพรรคพลังประชาธิป ไตยแห่งชาติ หรือ เอ็นดีเอฟ กล่าวว่า ส่งผู้สมัครลงแข่งขันประมาณ 140 ที่นั่งในทั้งสองสภา อยาก จะส่งให้มากกว่านี้ แต่ทำไม่ได้เพราะเงินไม่พอ
สภาพไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ชาติตะวันตกรับไม่ได้รับการเลือกตั้งที่พม่าอ้างขึ้นว่าได้เดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตย
ส่วนอาเซียนก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากมี นโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน
ยิ่งมีจีนเข้ามาร่วมกระชับไมตรีกับพม่าแล้ว แค่ "สะกิดเตือน" ก็ยังลำบาก!!

|