|
วันพุธที่ 25 กรกฏาคม 2012 เวลา 10:31 น. |
|
|
|
|
|
“พม่า, เมียนม่าร์, เบอร์ม่า” จะเรียกยังไง ? |
|
Khonkhurtai : 25 กรกฎาคม 2555
 ธงประจำชาติสหภาพพม่า ที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่เมื่อปี 2553
ในโอกาสที่ประธานาธิบดีพม่ามาเยือนประเทศไทย สื่อมวลชนไทย และคนไทย ก็แสดงความสับสนเรื่องการเรียกชื่อประเทศพม่าอีกครั้ง แม้กระทั่งฯพณฯนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังสับสนกับเขาด้วยคนหนึ่งเพราะเรียกชื่อประเทศพม่าว่า “เมียนม่าร์” เหมือนกับสื่อมวลชนหลายราย และเพื่อไม่ให้สับสนกันอีกต่อไป ขอให้เชื่อตามนี้ :
คนไทยให้เรียกชื่อประเทศพม่าว่า “พม่า” ตามเดิม ไม่ว่าพม่าจะเปลี่ยนชื่อประเทศไปอย่างไรก็ช่างเถิด แต่เดิมประเทศพม่ามีชื่อเต็มเป็นทางการว่า Union of Burma (สหภาพพม่า) ต่อมาประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่ในปี 1989 เป็น “Union of Myanmar” ราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการบัญญัติศัพท์ ก็เรียกชื่อเต็มยศว่า “สหภาพพม่า” พร้อมทั้งออกหนังสือเวียนไปยังสื่อมวลชนทั้งหลายว่าไม่ต้องเปลี่ยนไปเรียก “เมียนม่าร์” ขอให้คงเรียก “พม่า” หรือ “สหภาพพม่า” ตามเดิม
ด้วยเหตุผลว่าประเทศไทย คนไทย ตลอดจนบันทึกประวัติศาสตร์และพงศาวดารไทยใช้คำว่า “พม่า” มานานแล้ว ไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องเปลี่ยนไปตามกฎหมายพม่า ผมเองก็ได้รับหนังสือเตือนเรื่องนี้จากราชบัณฑิตยสถานในปีนั้นด้วยเหมือนกัน เพราะทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์อยู่พอดี เผลอเรียก “เมียนม่าร์” ไปวันหนึ่ง หวังจะเป็นผู้ทันโลกทันเหตุการณ์ เห็นข่าวพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศก็เลยแปลข่าวให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้นเอง แต่ก็กลายเป็นความผิดพลาดโดยความไม่
ต่อมา ในปี 2010 พม่าในชื่อเก่า “Union of Myanmar” เปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้ง (พร้อมด้วยการเปลี่ยนธงชาติด้วย) เป็น “Republic of the Union of Myanmar” ชื่อใหม่นี้ราชัณฑิตยสถานยังไม่ออกประการเป็นทางว่าควรจะให้คนไทยเรียกอย่างไรจนทุกวันนี้ เรื่องนี้ผมเสียเวลาถกเถียงกับกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศอยู่นานกว่าสองเดือนเมื่อปีที่แล้ว เป็นการถกเถียงระหว่างกันเป็นเรื่องงานภายใน เพราะผมรับจ้างกระทรวงฯทำสารคดีโทรทัศน์เรื่องพม่า ในบทภาพยนตร์ที่ผมเป็นผู้เขียนผมเรียกชื่อประเทศพม่าในชื่อสั้นตามคำสั่งของราชบัณฑิตยสถานว่า “พม่า” และเรียกชื่อเต็มยศว่า “สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า” โดยคิดปรับการเรียกเอาเองตามพื้นฐานเดิมที่ราชบัณฑิตย์ฯกำหนด กรมอาเซียนไม่ยอมตามผม บังคับให้ผมแก้บทสารคดีเป็น “Myanmar” ทุกที่ที่คำว่า “พม่า” ปรากฏ นัยว่าเกรงว่าผมจะเรียกผิด และอาจเกรงใจพม่าอีกด้วย ผมไม่ยอมแก้บทให้นานกว่าสองเดือน ยืนยันกลับไปที่กระทรวงการต่างประเทศว่าผมเป็นฝ่ายถูก และกรมอาเซียนของกระทรวงต่างประเทศเป็นฝ่ายผิด
แต่ด้วยเหตุที่ผมต้องถูกปรับทุกวันเพราะส่งงานช้า วันละนับหมื่นบาท ความดื้อดึงของผมดึงดันไปจนเสียหายหลายแสนบาท เห็นท่าจะไม่ได้การผมจึงยอมแพ้อำนาจเงินของกรมอาเซียน เพราะผมรับจ้างกรมอาเซียนทำสารคดี เขาสั่งอย่างไรก็ต้องทำตามนั้น ในที่สุดผมก็ยอมแก้บทสารดีและตัดต่อภาพใหม่ส่งงานให้กรมอาเซียน หลังจากนั้นไม่นานกรมอาเซียนก็กลับลำ สั่งให้ผมแก้ “เมียนม่าร์” เป็น “พม่า” ตามเดิม ยอมรับว่าผมถูกมาแต่ต้น (แต่ก็ยังคงปรับเงินตามที่วันเวลาผ่านไป!) แล้วกำชับว่าถ้าผมจะออกเสียงคำว่า “Myanmar” ก็ให้ออกเสียงว่า “เมียนม่าร์” ไม่ใช่ “เหมียนม่าร์” ตรงที่ออกเสียงผิดก็ต้องแก้กันใหม่อีก สรุปว่าคนไทยต้องเรียกตามแบบไทยเดิมว่า “พม่า” ตามราชบัณฑิตย์ หรือ “สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า” (เรียกตามผมและตามกระทรวงการต่างประเทศไปก่อน เพราะยังไม่มีประกาศจากราชบัณฑิตย์ฯอย่างเป็นทางการ)
รัฐบาลพม่าจะเรียกชื่อประเทศตัวเองอย่างเป็นทางการว่า “เมียนม่าร์” ตามการเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่ ตามกฎหมาย และตามรัฐธรรมนูญ โดยเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Myanmar”
ชาวพม่าเองก็ไม่เป็นเอกภาพ นางอองซานซูจีแม้จะเป็นชาวพม่าแท้ๆก็ยังเรียก “Burma” ตามที่อังกฤษนิยม ชาวไร่อ้อยพม่าผู้อาวุโสคนหนึ่งเรียก “Burma” ตามที่ผมได้ยินตอนสัมภาษณ์ท่านเมื่อปี 2009 แถมเรียกประเทศไทยว่า “อโยธยา” อีกต่างหาก
ในข่าวสารภาษาอังกฤษที่ปรากฎในโลก บ้างก็เรียก “Myanmar” บางแห่งก็ใช้ “Burma” ตามความคุ้นเคย สำนักข่าว BBC ของอังกฤษใช้ตามความคุ้นเคยว่า “Burma”
แต่ละประเทศมีสิทธิเสรีภาพที่จะใช้ภาษาและบันทึกประวัติศาสตร์ของตนเอง ไม่จำเป็นต้องไปเกรงกลัวหรือเกรงใจประเทศใดๆ จะเรียกชื่อประเทศใดว่าอย่างไรก็ตามแบบแผนประเพณีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชาติของตน ประเทศญี่ปุ่นชื่อจริงว่า “Nippon” หรือ “Nihon” ออกเสียงว่า “นิปปอง หรือ “นิฮอน” แต่เราก็เรียกว่า “ญี่ปุ่น”, คนต่างประเทศเรียก “Japan” ออกเสียงว่า “แจแปน”, คนอินเดียเรียก “จาปาน”, มาโค โปโล (Marco Polo) เรียกว่า “Zipangu” (ซิปังกุ); ชื่อประเทศไทยว่า “Thailand” นั้น คนพม่าก็ไม่เรียก แต่นิยมเรียกไทยว่า “อโยธยา” หรือ “สยาม”, ฝรั่งบางคนก็เรียก “Muang Thai / เมืองไทย / Prathet Thai / ประเทศไทย”; เราไม่เรียกประเทศ “Cambodia” ตามอย่างฝรั่ง แต่เรากลับเรียกว่า “กัมพูชา” เหมือนที่ชาวกัมพูชานิยมเรียก ส่วนชื่อจังหวัด “เสียมเรียบ” เราก็ไม่เรียกด้วยเพราะมีความหมายว่า “สยามถูกเขมรปราบเรียบ” แต่กลับมาเรียก “เสียมราฐ” ตามที่เราคุ้นเคย เพราะมีความหมายว่า “สยามชนะ” ส่วน “เขาพระวิหาร” เราก็เรียกแบบเดิม ไม่ยอมเรียก “เพรวิเฮียร์” ตามชาวเขมร ฯลฯ มีตัวอย่างอื่นๆอีกมากมายที่แสดงถึงอิสระของแต่ละชนชาติแต่ละวัฒนธรรมจะเรียกชื่อประเทศไหนๆได้อย่างอิสระโดยไม่ถือเป็นการไม่เคารพเจ้าของประเทศหากไม่เรียกเหมือนกับเจ้าของประเทศ
หลายประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติในยุโรป หลังได้รับเอกราชก็ปรับเปลี่ยนชื่อกลับไปสู่ชื่อดั้งเดิมแต่โบราณของประเทศของตน อินเดียและพม่า เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ชื่อ “India” และ “Burma” เป็นชื่อภาษาอังกฤษ ใช้เรียกโดยจ้าวอาณานิคมอังกฤษ “Burma/Burman”โดยมีความหมายถึงชนเผ่าพม่าที่เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุดในดินแดน ชื่อแม่น้ำ ชื่อเมือง ชื่อรัฐต่างๆของพม่าที่อังกฤษเรียกตามความคุ้นเคยและบันทึกในตำราประวัติศาสตร์ต่างๆก็ถูกพม่าเปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อที่แท้จริงแต่สมัยโบราณ อินเดียก็เหมือนกัน ทุกวันนี้อินเดียกลับไปเรียกชื่อรัฐและเมืองต่างๆตามแบบดั้งเดิมหมดแล้ว เช่น Madras เป็น Chennai, Calcutta เป็น Kolkata ชื่อประเทศอินเดีย (India) ก็เป็นคำอังกฤษ มาจาก “Indus” และ “Sindhu” ซึ่งเป็นชื่อแม่น้ำและลุ่มน้ำทางเหนืออันเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมโบราณ ชื่อเป็นทางการของอินเดียที่ใช้มานานแล้วตั้งแต่ก่อนสมัยอังกฤษปกครองและใช้ต่อเนื่อง มาคู่ขนานกับชื่อ “India” คือ “Bharat” (ภารตะ) และ “Hindustan” (ฮินดูสถาน)
รวมความว่า พม่า คือ “พม่า” ในภาษาไทย ไม่จำเป็นต้องเรียก “เมียนม่าร์” แต่หากจะเรียกก็ได้ ไม่มีข้อห้าม ราชบัณฑิตย์ฯก็เพียงกำหนดหลักเกณฑ์แล้วให้คำแนะนำ ประชาชนพลเมืองไทยก็เรียกเอาตามสะดวก ส่วนสื่อมวลชนก็น่าจะพยายามปฏิบัติตามแนวทางของราชบัณฑิตย์ฯไว้จะเป็นการดี จะได้เป็นแบบอย่างทางภาษาที่ถูกต้องตามบริบทไทย สำนักพิมพ์ที่พิมพ์ผิดไปแล้วก็ต้องลงทุนพิมพ์ใหม่ให้ถูกต้อง ที่เริ่มต้นบอกให้เชื่อตามข้อเขียนนี้ ที่จริงไม่ต้องเชื่อก็ได้!
โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล เดลินิวส์ออนไลน์ 25 ก.ค. 2555 |
คอมเมนต์คอมเมนต์
[quote name ต่อจากคอมเมนต์ ”1”นะครับ
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds