HOT NEWS
วันอังคารที่ 01 ธันวาคม 2009 เวลา 17:55 น.    PDF พิมพ์ อีเมล
"SSA" กองทัพรัฐฉาน...นักรบไทยใหญ่

ตลอดแนวชายแดนประเทศไทย - พม่ากว่า 2,000 กิโลเมตรตั้งแต่จังหวัดเชียงรายลงมาถึงระนองเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยมากมายหลายเผ่า ไม่ว่าจะเป็นไทยใหญ่ กะเหรี่ยง ว้า คะยาห์หรือชาวมอญ นับตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชคืนจากอังกฤษแผ่นดินของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้เริ่มถูกทหารพม่ายึดครอง ผู้คนถูกเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทารุณ เหล่าชนกลุ่มน้อยจึงจับปืนลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชในการปกครองตนเอง

บนแผ่นดินรัฐฉาน การต่อสู้ของนักรบไทยใหญ่ดำเนินมายาวนานเกือบ 50 ปี ประวัติศาสตร์การสู้รบของไทยใหญ่เปิดฉากในปีแรกตั้งแต่รัฐฉานครบกำหนดแยกตัวเป็นรัฐอิสระตามสนธิสัญญาปางโหลงปี พ.ศ.2501 หลังจากรัฐบาลพม่าไม่ทำตามข้อตกลง แถมส่งกองกำลังทหารเข้ายึดครองรัฐฉาน ชาวไทยใหญ่กลุ่มแรกที่ลุกขึ้นต่อสู้คือ "หนุ่มศึกหาญ" ภายใต้การนำของเจ้าหยั่นต๊ะ เริ่มทำการสู้รบอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ในปีต่อมา โบ หม่อง นายตำรวจชาวว้าและเจ้าส่าน ทูน เจ้าฟ้าไทยใหญ่ ได้นำกำลังพลเข้าร่วมกับกลุ่มหนุ่มศึกหาญ ช่วยกันรบจนสามารถเอาชนะกองทัพพม่าที่เมืองตั้งยาน ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฉาน การรบครั้งนี้สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ชาวไทยใหญ่มากยิ่งขึ้น

ปี พ.ศ.2507 มหาเทวีเฮือนคำแห่งแคว้นยองห้วย วีรสตรีของชาวไทยใหญ่เห็นว่าองค์กรไทยใหญ่กำลังขาดเอกภาพในการสู้รบ จึงพยายามรวบรวมองค์กรที่กระจายอยู่ทั่วรัฐฉานให้กลับมาต่อสู้ร่วมกันในนาม กองทัพรัฐฉาน Shan State Army (SSA) โดยมีขุนจ่านุและเจ้าช้าง ยองห้วยเป็นผู้นำ แต่การรวมตัวของชาวไทยใหญ่ก็มีเอกภาพอยู่ได้ไม่นาน เมื่อกองกำลัง SSA ประสบปัญหาขาดแคลนอาวุธและงบประมาณ แกนนำจึงเริ่มมีความคิดแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งต้องการเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) ซึ่งตั้งกองกำลังอยู่ในรัฐฉานติดชายแดนจีน อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการเข้าร่วมเพราะไม่อยากเสียอุดมการณ์
 
หลังจากนั้นกองกำลัง SSA ก็แตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่า อีกฝ่ายหนึ่งคือ SSA ที่ยังยึดมั่นอุดมการณ์เดิม เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์พม่าล่มสลาย เสือแท่นจึงพากำลังพลชาวไทยใหญ่ที่เหลือกลับมารวมกับกองกำลัง SSA อีกครั้ง

ขณะที่กองกำลัง SSA กำลังกลับมามีเอกภาพ นายพลโมเฮง นายทหารระดับผู้นำของ SSA กลับแยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่ โดยใช้ชื่อว่า Shan United Revolutionary Army (SURA) แต่ภายหลังเข้าร่วมกับกลุ่มของขุนส่าและใช้ชื่อองค์กรใหม่ว่า "กองทัพเมืองไต" (MTA) มีขุนส่าเป็นผู้นำสูงสุด นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 เป็นต้นมาชื่อเสียงของกองทัพเมืองไตก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะของกำลังติดอาวุธชาวไทยใหญ่ที่ทันสมัยที่สุด เพราะมีรายได้จากธุรกิจยาเสพติดมาซื้ออาวุธปีละหลายพันล้าน
ขุนส่าเคยอ้างถึงเหตุผลที่ค้าผงขาวว่า

"คุณต้องไม่ลืมว่า พวกเราชาวฉานกำลังทำสงครามกู้ชาติ เราต้องการหลุดพ้นจากกองทัพพม่าที่กดขี่เรามาตั้งแต่ที่พม่าได้รับเอกราช ผงขาวเป็นหนทางหากินอย่างเดียวของเราและเป็นธุรกิจอย่างเดียวที่สามารถหาเงินมาสนับสนุนการต่อสู้ของเราได้.."

คนไทยใหญ่หลายคนเชื่อว่าขุนส่าจะช่วยกู้เอกราชได้ เลยยกให้ขุนส่าเป็นใหญ่ แต่ขุนส่ากลับปกครองในแบบเอกาธิปไตย คนจะได้เป็นใหญ่ขึ้นอยู่กับว่าขุนส่าชอบหน้าหรือไม่ นายทหารระดับผู้ใหญ่ส่วนมากมักเป็นคนเชื้อสายจีน ส่วนนายทหารไทยใหญ่ที่มีความสามารถขุนส่ามักจะฆ่าทิ้ง ก่อนที่ขุนส่าจะวางอาวุธ เขาฆ่าทหารไทยใหญ่ระดับผู้นำเกือบ 30 คน นายทหารไทยใหญ่จึงเริ่มก่อกบฏ แล้วเขื่อนก็พังทลาย หลังจากขุนส่าวางอาวุธ ทหารไทยใหญ่ก็แยกย้ายกันไปคนละทิศ หลายคนตั้งกองกำลังสู้รบเป็นของตนเอง หลายคนวางมือไม่สู้รบอีกต่อไป

หลังจากที่กองทัพเมืองไตแตกเป็นเสี่ยง ๆ ขุนส่าเข้าไปอยู่ในย่างกุ้ง กองทัพพม่าก็ส่งกองกำลังเข้าควบคุมพื้นที่โฮมองซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของขุนส่า พร้อมกับส่งกองกำลังบุกยึดและโจมตีหมู่บ้านในรัฐฉานอย่างหนัก จนในที่สุดกองกำลังที่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ก็เริ่มอ่อนกำลังลงและยอมเจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่าทีละกลุ่ม

ปัจจุบันกองกำลังไทยใหญ่ที่ยังทำการสู้รบเหลือเพียงกลุ่มเดียวคือกลุ่ม SSA South นำโดยเจ้ายอดศึก ปฏิบัติการอยู่บริเวณตอนกลางและตอนใต้ของรัฐฉาน ตั้งแต่เมืองเมิงสู้ กุ๋นเฮิง จนถึงเมิงปั่น รวม 11 เมือง

รัฐบาลทหารพม่า (สลอร์ก) ใช้วิธีการจัดการกับกองกำลังไทยใหญ่กลุ่มสุดท้ายแบบถอนรากถอนโคน ด้วยการย้ายชาวบ้านทั้ง 11 เมืองกว่า 1,400 หมู่บ้าน เข้าไปอยู่เมืองอื่นที่มีกองกำลังพม่าควบคุม ด้วยต้องการตัดเสบียงอาหารที่ชาวบ้านส่งไปสนับสนุนกองกำลัง SSA ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า โดยประกาศให้พื้นที่ทั้งหมดเป็นเขตยิงอิสระ Free - Fire Zones หากพบใครในเขตนี้ยิงได้ทันที

แม้พม่าจะใช้นโยบายอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่การสู้รบทั้งหมด กองกำลังของเจ้ายอดศึกก็ยังคงสู้รบอย่างเข็มแข็งเหมือนเช่นเดิม และยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุดยิง หากสันติภาพยังไม่บังเกิดในแผ่นดินฉาน.

กว่าจะเป็น "กองทัพรัฐฉาน"

ชาวไทยใหญ่ เผ่าพันธุ์ที่ใกล้ชิดที่สุดของ "ไทยน้อย" หรือพี่น้องคนไทยในอาณาจักรสยาม พวกเขามีประวัติการต่อสู้มายาวนาน เริ่มจาก เจ้าเสือขานฟ้า ผู้นำไพร่พลสู้รบกับทหารจีนทางตอนใต้หรือ มณฑลยูนนานปัจจุบันในยุคที่เคลื่อนอพยพมาจากดินแดนมองโกเลีย

"ขุนส้าต้นฮุ่ง" ขุนศึกผู้กล้าสามารถนำกำลังรบชนะพม่าตั้งแต่สู้ที่เมืองแสนหวี เมืองต้อ เมืองเกา กระทั่งถึงยุคสมัยของ เจ้ากองเจิง หรือ โมเฮง หัวหน้ากองทัพไทยใหญ่ ผู้ต่อสู้จนแขนขาดในสนามรบเมืองหางและเคยร่วมเรียงเคียงไหล่กับขุนส่าตีเมืองเปียหลวงของพม่าจนสำเร็จ

เมื่อขุนส่าขึ้นเป็นผู้นำ ได้สนใจแต่เรื่องเศรษฐกิจมุ่งเน้นขายยาเสพติด จนกระทั่งยอมวางอาวุธในที่สุด "เจ้ายอดศึก" อดีตทหารสื่อสารของเจ้ากองเจิงและเคียงรบร่วมกับขุนส่าได้นำพลรบ 1,500 นายตีฝ่าการปิดล้อมของทหารพม่า ข้ามแม่น้ำสาละวินมาตั้งมั่นที่ฝั่งตะวันออก เผ้าฟูมฟักพลพรรคขึ้นต่อสู้อีกครั้ง

ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2501มีผู้กล้าชาวไทยใหญ่รวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อต่อสู้ขับไล่ทหารพม่าในนาม "หนุ่มศึกหาญ" หรือ นักรบรุ่นเยาว์ พวกเขามีกำลังเพียง 31 คนกับอาวุธปืน 17 กระบอก หลังจากนั้นมาก็มีชนชาวไทยใหญ่เดินทางมาเข้าร่วมต่อสู้กับพม่าเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้น และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นแรกของกองทัพรัฐฉาน นักต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา โดยพวกเขาถือว่าวันที่ 21 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันกำเนิดกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army - SSA.) นักรบไทยใหญ่จักเข้าร่วมชุมนุม บูชาผีบรรพบุรุษ ผึบ้านผีเมืองและให้สัตย์ปฏิญาณต่อวีรชนผู้พลีชีพในสมรภูมิแห่งการต่อสู้กู้เอกราช

จากการต่อสู้ที่ดำเนินมากว่า 30 ปีเมื่อถึงจุดไร้ทิศผิดทาง โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของขุนส่าคือนักค้ายาเสพติด จนขุนส่านำกำลังร่วม 3 หมื่นคนไปอยู่กับพม่า สร้างความเสียหายให้แก่ขบวนการเป็นที่สุด

"เจ้ายอดศึก" และมิตรสหายร่วมรบส่วนหนึ่งประชุมกำหนดอนาคตของตน แต่แล้วถูกกำลังทหารพม่าบุกเข้าโจมตี และนั่นเป็นบทสรุปให้เจ้ายอดศึกกับกำลังพล 1,500 นายหันปากกระบอกปืนเข้าต่อสู้กับทหารพม่าทันที ทั้ง ๆ ที่เวลานั้นยังไม่มีเข็มมุ่ง นโยบาย หรือสัญลักษณ์ใด ๆ ของกองกำลังที่รวบรวมขึ้นใหม่

เวลาเพียง 4 ปีนับแต่เจ้ายอดศึกเชิญธงผืนใหม่ขึ้นสู่ยอดเสาเพื่อประกาศสงครามเอกราช เพื่อนำพาประชาชนไทยใหญ่ลุกขึ้นสู้ใหหลุดพ้นการกดขี่ขูดรีด พิทักษ์ทรัพยากรของมาตุภูมิ วันนี้ชาวไทยใหญ่มีที่มั่นบ่มเพาะเยาวชน ฝึกอบรมนายทหารและผู้นำทางการเมือง มีกำลังรบนับหมื่นคน มีเข็มมุ่งที่สร้างกองทัพให้เข็มแข็ง ระดมชาวไทใหญ่เข้าร่วมสงครามเพื่อกู้เอกราช ความสำเร็จเบื้องต้นนี้ ได้มาจากการทบทวนและสรุปบทเรียนของการต่อสู้ที่ผ่านมา.

(ข้อมูลบางตอนในหนังสือ "ไม่ต้องร้องไห้" โดยยืนยง โอภากุล)


หมายเหตุ .. บทความชิ้นนี้ค้นหามานำเผยแพร่จากเว็บกูเกิล ซึ่งไม่ระบุนามปากกาผู้เขียน หากผู้อ่านท่านใดทราบผู้เป็นเจ้าของ กรุณาช่วยแนะนำได้ที่อีเมล์ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
 

หนัง VCD / เพลง ยอดนิยม

หนังสือน่าอ่าน

ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล

งวดวันที่ 1 เมษายน 2557
รางวัลที่ 1
153406
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
013   344  355   634
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
26
ตรวจผลสลากทั้งหมดคลิกที่นี่





ติดต่อเว็ปคนเครือไท
editor@khonkhurtai.org

Your are currently browsing this site with Internet Explorer 6 (IE6).

Your current web browser must be updated to version 7 of Internet Explorer (IE7) to take advantage of all of template's capabilities.

Why should I upgrade to Internet Explorer 7? Microsoft has redesigned Internet Explorer from the ground up, with better security, new capabilities, and a whole new interface. Many changes resulted from the feedback of millions of users who tested prerelease versions of the new browser. The most compelling reason to upgrade is the improved security. The Internet of today is not the Internet of five years ago. There are dangers that simply didn't exist back in 2001, when Internet Explorer 6 was released to the world. Internet Explorer 7 makes surfing the web fundamentally safer by offering greater protection against viruses, spyware, and other online risks.

Get free downloads for Internet Explorer 7, including recommended updates as they become available. To download Internet Explorer 7 in the language of your choice, please visit the Internet Explorer 7 worldwide page.